ตามหาดีไซเนอร์ สุดยอดของไทย ของดีไซเนอร์ 10 แบรนด์ ใน Vogue Who’s on Next 2019

ตามหาดีไซเนอร์ สุดยอดของไทย ของดีไซเนอร์ 10 แบรนด์ ใน Vogue Who’s on Next 2019

ตามหาดีไซเนอร์ เดินทางเข้าสู่ความท้าทายและลุ้นขึ้นมาก สำหรับการเฟ้นหา สุดยอดดีไซเนอร์ ไทยที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดแห่งปี บาคาร่า ในรายการ Vogue Who’s On Next, The Vogue Fashion Fund 2019 ปีที่ 6 ที่เหล่าดีไซเนอร์ผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 10 แบรนด์ก็เริ่มได้รับความรู้ ประสบการณ์และแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ครั้งนี้กับบทสัมภาษณ์ของเบื้องหลังสุดหิน ถือเป็นความพิเศษสุดๆ ของรายการ Vogue who’s on next 2019 ในปีนี้ คือภารกิจที่มีถึง 3 โจทย์ โดยเราได้รวบรวมเบื้องหลังการทำงานของผู้ชนะในแต่ละโจทย์และเหตุผลที่ทีมถึงแพ้ เรื่องนี้ไม่เพียงแค่เกี่ยวกับการดีไซน์ แต่รวมถึงการทำงานร่วมกันของแต่ละแบรนด์ จะเกิดปัญหามากมายและแต่ละแบรนด์พูดถึงกันอย่างไรบ้าง ความเข้มข้นความดราม่าจะหนักขนาดไหนพลาดไม่ได้

ขอขอบคุณแหล่งที่มา S! Women…

แนวคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง 2019 จาก rag & bone

แนวคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง 2019 จาก rag & bone

แนวคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง 2019  ได้ผสมผสานจุดเด่นของยูนิฟอร์มชุดทหาร เครื่องแบบชุดทำงาน สไตล์อเมริกัน เสื้อผ้าแนวสปอร์ต และการตัดเย็บเสื้อผ้าสไตล์อังกฤษอันเปี่ยมไปด้วยคุณภาพเข้าไว้ด้วยกัน โดยได้นำวัสดุอย่างเดนิม รวมถึงโครงสร้างชุดทหาร บาคาร่า และชุดทำงานมาเป็นหัวใจหลัก rag & bone ได้เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับคอลเลคชันนี้ด้วยแต่งแต้มลายพิมพ์ดอกไม้และลายตารางในหลากหลายสีสันและเนื้อผ้า ซึ่งจะช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับคอ

ไอเทมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จะถูกนำเสนอในเนื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วง โดยจะปรากฏในลุคสปอร์ต ซึ่งผสานไว้ด้วยเทคโนโลยีและรายละเอียดในแบบทหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทปสะท้อนแสง และห่วงเกี่ยวนิรภัย (carabineers) นอกจากนี้ ภายในคอลเลคชันมีการใช้เทคนิค Color Blocking โดยใช้สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ตกแต่งด้วยการลายกราฟฟิครูปนกอินทรีที่ปักด้วยมือ เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับเชิ้ตออกซ์ฟอร์ด เสื้อยืด และนิตแวร์

แนวคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง

อีกหนึ่งความพิเศษของคอลเลคชันสำหรับสุภาพบุรุษจาก rag & bone ในซีซั่นนี้ คือการร่วมมือกับแบรนด์ Ark Air ในการรังสรรค์แจ๊คเก็ตสม็อกทหาร ซึ่งเป็นไอเทมสุดพิเศษที่จะบ่งบอกถึงการผสมผสานกลิ่นอายในแบบสปอร์ตและะฟังก์ชั่นการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน

rag & bone ได้นำนวัตกรรมเข้ามาใช้กับการรังสรรค์เสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษ ทั้งในส่วนที่เป็นเสื้อคลุมและนิตแวร์ โดยจัดทำขึ้นเป็นคอลเลคชั่นพิเศษที่ผลิตขึ้นในอเมริกา ซึ่งจะประกอบไปด้วย เสื้อบอมเบอร์แจ๊คเก็ต Manston ที่ตัดเย็บขึ้นจากส่วนประกอบของเสื้อแจ๊คเก็ต B-15 และเสื้อเชิ้ตในรุ่นที่มีชื่อว่า Jack ที่ทอขึ้นจากผ้าชนิดเดียวกับที่ใช้ผลิตธงชาติอเมริกาในอดีต

ทางด้านเครื่องประดับของคอลเลคชั่นนั้น rag & bone เลือกที่จะนำเสนอกระเป๋า Passenger Tote และกระเป๋าหนังที่โดดเด่นด้วยหูหิ้วที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ซึ่งมาพร้อมกับช่องใส่แล็บท็อปที่ทำขึ้นจากผ้านีโอพรีน ในส่วนของที่กระเป๋าซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระเป๋าใส่เอกสารสุดคลาสสิกจะถูกตัดเย็บขึ้นจากหนังฟอกฝาด (vegetable tanned leather) ประดับด้วยโลโก้ rag & bone สีสันสดใสที่ด้านในและตัวล็อกกระเป๋าแบบแม่เหล็ก ในขณะที่กระเป๋าเอกสารอื่นๆ จะถูกพัฒนาด้วยเทคนิคการตัดเย็บหนังแบบบุนวม

กระเป๋า Atlas ยังคงปรากฏโฉมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงคอลเลคชันฤดูใบไม้ร่วง 2019 โดยครั้งนี้ได้รับการอัพเดทให้มาพร้อมสายโซ่ตกแต่งยางสีสันสดใส และเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น rag & bone จึงได้นำเสนอกระเป๋า Atlas Backpack ซึ่งจะมาในรูปแบบของเป้สะพายหลัง ส่วนรองเท้าในกลุ่ม Shiloh นั้น จะถูกนำเสนอในสไตล์ของทหาร โดยจะปรากฏในรูปแบบของรองเท้าคอมแบตบู๊ต ซึ่งมีทั้งส้นแบนและส้นสูงปานกลาง มาพร้อมกับพื้นรองเท้าที่มีความคงทน โดยจะถูกวางจำหน่ายในหลากหลายสี ทั้งสีขาว และหนังฟอกนิ่มสีดำ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา S! Men…

ต้อนรับคอลเลคชั่น ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 “พอล สมิธ”

ต้อนรับคอลเลคชั่น ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 “พอล สมิธ”

ต้อนรับคอลเลคชั่น ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 “พอล สมิธ”

พอล สมิธ ในช่วงปลายยุค 60 ในวัยหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยไอเดียและ ความคิดสร้างสรรค์ ใหม่ ๆ มักจะสนุกกับการได้หว่านล้อมให้ช่างตัดเสื้อผู้เชี่ยวชาญในน็อตติงแฮม บ้านเกิดของเขา ฉีกกรอบของตนเองด้วยการตัดเสื้อผ้าที่ใช้เนื้อผ้าที่แปลกออกไปจากที่เคยตัดมาให้กับเขา ผ้าม่านคู่หนึ่งอาจถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเสื้อสูทสองชิ้น บาคาร่า  ผ้าลายดอกไม้อาจถูกตัดใหม่จนกลายเป็นเสื้อเชิ้ตสไตล์แดนดี้ การแสดงออกซึ่งตัวตนในลักษณะนี้นี่เอง ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 ซึ่งลดความเคร่งครัดในขนบการสร้างสรรค์เสื้อผ้าแบบอังกฤษให้ง่ายขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างของเสื้อผ้าให้ดียิ่งขึ้น

ความโก้ที่แฝงความขบถเล็ก ๆ แบบอังกฤษคือส่วนประกอบสำคัญ สไตล์การออกแบบที่คุ้นเคยถูกนำมาพัฒนาด้วยเนื้อผ้าแบบใหม่เพื่อให้ดูโมเดิร์นขึ้น แจ็คเก็ตสำหรับใส่ขี่ม้าสไตล์อังกฤษของทหารม้าในทศวรรษ 1930 ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าทอลายทแยงเนื้อหนา เป็นแรงบันดาลใจแรกๆสำหรับคอลเลคชั่น การตีความเสื้อผ้าชิ้นคลาสสิกที่มีอยู่เดิมด้วยการใส่ทวิสต์ที่น่าสนใจลงไปคือสิ่งที่พอล สมิธมีชื่อเสียงอยู่แล้ว สัดส่วนของเสื้อแจ็คเก็ตถูกปรับให้ใหญ่ขึ้น ในขณะที่โครงสร้างของการตัดเย็บก็ถูกทำให้โมเดิร์นขึ้น ผ้าวูลอังกฤษที่เนื้อหนักถึงครึ่งกิโลกรัมในอดีตถูกแทนที่ด้วยผ้าฝ้ายอิตาเลียนน้ำหนักเบา พร้อมกับโครงสร้างแบบ Floating Canvas ทำให้คล่องตัวมากขึ้น

แรงบันดาลใจจากการขี่ม้ายังมีให้เห็นในอีกหลายชิ้นงานที่ถูกจับคู่กับกางเกงขายาวและรองเท้าบู๊ตไบเกอร์ ส่วนสไตล์พังก์ที่มีในคอลเลคชั่นนั้นมาจากแนวคิด “ดีไอวาย” ซึ่งพอล สมิธได้มาจากพอลลีน ภรรยาของเขา เพราะช่วงยุค 70 พอลลีนซึ่งร่ำเรียนด้านการตัดเย็บเสื้อผ้ามาโดยตรง มักจะถูกเรียกให้ไปช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าของลูก ๆ ที่กำลังย่างเข้าวัยรุ่น โดยมีส่วนประกอบของซิปหรือการย้อมสีผ้าเป็นรายละเอียดสำคัญบนเสื้อผ้าด้วย

การนำของดั้งเดิมมาพบกับสิ่งใหม่มีให้เห็นชัดเจนในคอลเลคชั่นนี้ โดยเฉพาะการนำลายตาราง Tatersall ซึ่งมีปรากฏให้เห็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 บนผ้าห่มสำหรับม้า และเสื้อเชิ้ตผ้าสักหลาด โดยพอล สมิธ ได้นำมาปรับสีสันเสียใหม่ แล้วนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อชั้นนอกเนื้อไนลอนและงานเทเลอร์สำหรับคุณสุภาพสตรี ลายพิมพ์ในคอลเลคชันนี้ทั้งโก้หรูทว่าก็ดูขบถแบบพังก์ในเวลาเดียวกัน อาทิ ลายพิมพ์ดอกไม้ที่ทาบทับด้วยลายกราฟิกและลายพิมพ์หนังสัตว์

ดนตรีประกอบการแสดงแฟชั่นโชว์ที่ใช้สำหรับคอลเลคชั่นนี้เน้นเพลงอังกฤษที่ทั้งโมเดิร์นและหลากหลายจากศิลปินรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักร้องโพสต์อาร์แอนด์บีจากลอนดอน Tirzah หรือวงควอเต็ตดิสโก้จากสก็อตแลนด์อย่าง Amor คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 ถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองความเป็นปัจเจกและอิสรภาพ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานสำหรับพอล สมิธมาตลอดตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่เขาเริ่มต้นทำงานด้วยพลังสร้างสรรค์และการได้แสดงออกซึ่งสิ่งที่ตนเองเป็นได้อย่างดีที่สุด

ขอขอบคุณแหล่งที่มา S! Men…

คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด KLOSET AUTUMN/WINTER 2019 “MIDNIGHT IN PARIS”

คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด KLOSET AUTUMN/WINTER 2019 “MIDNIGHT IN PARIS”

คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ใครเล่าจะไม่ถวิลหาความรักและความโรแมนติก? นั่นคือเหตุผลและ แรงบันดาลใจ สำคัญที่ทำให้เราต่างมุ่งหน้าตามหาช่วงเวลาอันแสนหวาน ณ มหานครปารีส เมืองอันแสนโรแมนติกและเปี่ยมด้วยมนตร์เสน่ห์ ไม่ว่าจะยามเช้า กลางวัน หรือกลางคืน แสงไฟที่ตกกระทบแม่น้ำแซนส่องประกายแวววาวสะท้อนให้เห็นแสงจันทร์พร้อมกับสองเงาของคู่รักที่กำลังออกเดทกันอย่างหวานชื่น โดยมีความสวยงามของสถาปัตยกรรมรอบข้างเป็นฉากหลัง อบอวลด้วยกลิ่นอายของบรรยากาศสุดโรแมนติกที่พร้อมจะทำให้คุณตกหลุมรักอีกครั้ง บาคาร่า ซึ่งเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของ KLOSET คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด AUTUMN / WINTER 2019 “MIDNIGHT IN PARIS”

คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด

ความโดดเด่นของ KLOSET A/W COLLECTION 2019 “MIDNIGHT IN PARIS” นี้มีอยู่หลายจุดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลายผ้า การใช้ผ้ารวมถึงเทคนิคต่างๆ เช่น ลายช่อดอกไอริสซึ่งเป็นของขวัญจากคู่เดทสื่อถึงความหวังและแรงศรัทธาในคนรักไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงเกิดเป็นลายดอกไอริสที่บานสะพรั่ง อิ่มเอมไปด้วยความรักและความหวังทั่วทั้งผืนผ้า, ลวดลายประทับรอยจูบ ใต้แสงไฟจนเกิดเป็นเงาสะท้อนลงบนพื้น ซึ่งเมื่อได้ใช้เวลาอันแสนพิเศษในมหานครอันแสนโรแมนติกเช่นปารีสแล้ว ใครล่ะจะห้ามคุณได้?, โน้ตสั้นๆ เขียนทิ้งไว้ที่หน้ากระจกด้วยลิปสติกว่า “Tu me rêve” บ่งบอกใจความทิ้งท้ายหลังค่ำคืนแห่งความสุขได้ผ่านพ้นไปว่า “ฉันจะฝันถึงเธอ” และลาย Heart Wave หรือคลื่นหัวใจบอกเล่าถึงจังหวะหัวใจที่ตื่นเต้นระคนความสุข

คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด

โดยโทนสีหลักที่เลือกใช้ในคอลเลคชั่นอันแสนโรแมนติกนี้คือสีม่วงเข้มอันเย้ายวน ผสานกับสีน้ำเงินยามค่ำคืน สีแดงเจือน้ำตาลของผืนฟ้ายามพระอาทิตย์กำลังตก และสีชมพูบานเย็นที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายความรักและเสน่หา ส่วนสีเหลืองมัสตาร์ดนั้นถ่ายทอดถึงความอบอุ่นและช่วงเวลาพิเศษยามพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เจือด้วยสีฟ้าที่ถ่ายทอดบรรยากาศของท้องฟ้ายามเย็นและสีเขียวของแสงไฟบนท้องถนนและต้นไม้ที่เรียงรายสองข้างทางยามค่ำคืน ณ มหานครที่โรแมนติกที่สุดในโลก

คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด

ในขณะเดียวกัน การเลือกใช้ผ้าก็มีความโดดเด่นและแตกต่างไปจากคอลเลคชั่นที่ผ่านมา อาทิ หนังแก้วเนื้อนิ่มที่มีผิวเงาวาว, ผ้าคอตตอน 100% ปักลายฉลุที่วาดขึ้นเป็นพิเศษ, ผ้าทวีตทอผสมไหมสองสี ให้กลิ่นอายความอบอุ่นสำหรับฤดูกาลอันหนาวเย็น, ผ้ากำมะหยี่เบิร์นเอาท์ซึ่งเป็นลายทางพิมพ์ลงบนผืนผ้า, ผ้ากำมะหยี่สกรีนลายกากเพชรสำหรับค่ำคืนออกเดท, ผ้าไหมผสมดิ้นทองและผ้าเลื่อมระยิบระยับวับวาว เช่นเดียวกับเทคนิคการตัดเย็บที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับคอลเลคชั่นนี้ได้อย่างลงตัว เช่น เทคนิคการปักฉลุบนหนังแก้ว, เทคนิค Patchwork (งานตัดต่อ) หนังเทียมเป็นช่อดอกไอริส, การอัดพลีทผ้าเพื่อเพิ่มมิติและวอลุ่มให้ผืนผ้า, เทคนิคการทำ Smock (การจับจีบ), การปักขนนกและลายเลื่อมผสมลูกปัดลงบนผ้าตาข่ายซีทรู อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญที่เสริมกลิ่นอายความโรแมนติกให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

พราะความรักนั้นแสนงดงามและบรรยากาศในห้วงรักนั้นพิเศษเสมอ

พบกับ KLOSET AUTUMN / WINTER 2019 ได้ที่ร้านคลอเส็ททั้ง 5 สาขา
ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ 02 658 1729
ชั้น 1 พารากอนดีพาร์ทเมนท์สโตร์ 02 610 7907
ชั้น 2 เซ็นทรัลชิดลม 02 251 2456
ชั้น 2 เซ็นทรัลลาดพร้าว 02 937 1399
ชั้น 2 เอ็มโพเรียม 02 259 8841
Online shop : www.klosetdesign.com/online_shop
Line ID : @kloset

ขอขอบคุณแหล่งที่มา S! Women…

สำหรับคนชอบ กิจกรรมดำน้ำ คอลเลคชั่นสุดพิเศษ “โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600”

สำหรับคนชอบ กิจกรรมดำน้ำ คอลเลคชั่นสุดพิเศษ “โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600”

สำหรับคนชอบ กิจกรรมดำน้ำ  สร้างความตื่นเต้นเร้าใจไปกับกิจกรรมการแข่งขันที่ได้รับความนิยมและสนใจจาก ผู้คนทั่วโลก ในการแข่งขัน ‘เรดบูล คลิฟฟ์ ไดฟ์วิ่ง เวิลด์ ซีรีส์’ (Red Bull Cliff Diving World Series)

รายการแข่งกระโดดน้ำบนหน้าผาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก บาคาร่า โดยล่าสุดแบรนด์เรือนเวลาสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ ‘มิโด’ (Mido) ได้จับมือร่วมกับพันธมิตรผู้จัดการแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม ‘เรดบูล’ (Red Bull) จัดการแข่งขัน

กระโดดน้ำบนหน้าผาชิงแชมป์โลก ‘มิโด เอ็กซ์ เรดบูล คลิฟฟ์ ไดฟ์วิ่ง เวิลด์ ซีรีส์ 2019’ (Mido X Red Bull Cliff Diving World Series 2019) สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมทั่วโลก พร้อมแนะนำเรือนเวลาคอลเลคชั่นสุด

พิเศษที่ชื่อว่า ‘โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600’ (Ocean Star Diver 600) สุดยอดนาฬิกาดำน้ำที่รังสรรค์จากเทคโนโลยีอันทันสมัย

มร.ฟรานซ์ ลินเดอร์ (Mr.Franz Linder) ประธานบริหารแบรนด์ ‘มิโด’ (Mido) ได้กล่าวถึงการเป็นพันธมิตรร่วมกับ ‘เรดบูล’ (Red Bull) ในจัดการแข่งขันในครั้งนี้ว่า ‘เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งในการเป็นพันธมิตร

อย่างเป็นทางการร่วมกับทาง ‘เรดบูล’ (Red Bull) ในการจัดการแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาครั้งนี้ ด้วยความหลงใหลและความภาคภูมิใจที่ทั้ง ‘มิโด’ และ ‘เรดบูล’ มีคล้ายกันคือ การเอาชนะตนเอง พร้อมสร้างสรรค์สิ่ง

ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความสมบูรณ์แบบ และพร้อมที่จะร่วมแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ออกไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้ ผ่านการแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาซึ่งเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ต้องอาศัยความเที่ยงตรงและความแม่นยำอย่างสุดฝีมือของนักกีฬาเอง ได้สะท้อนถึงความสอดคล้องเช่นเดียวกับความโดดเด่นของเรือนเวลาในคอลเลคชั่นต่างๆ จากแบรนด์ ‘มิโด’ (Mido) ที่มีความเที่ยงตรงและแม่นยำที่ถือเป็นสุดยอดของเรือนเวลา’

สำหรับคนชอบ

การแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ‘มิโด เอ็กซ์ เรดบูล คลิฟฟ์ ไดฟ์วิ่ง เวิลด์ ซีรีส์ 2019’ (Mido X Red Bull Cliff Diving World Series 2019) เป็นเวทีในการนำเสนอความตื่นเต้นและเร้าใจของการกระโดดน้ำบนหน้าผาแบบไร้อุปกรณ์ในการป้องกันตัว (Free-Fall) และเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง เพราะรวบรวมนักกีฬาชั้นเยี่ยมที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ซึ่งในครั้งนี้จัดเป็นซีซั่นที่ 11 ของการแข่งขัน บรรดานักกีฬาจากทั่วโลกได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อแสดงความสามารถของตัวเองในการกระโดดน้ำผ่านทางท่าต่างๆ ทั้งการพุ่ง บิดเกลียว หรือท่าตีลังกาจากความสูง 27 เมตร และพุ่งลงสู่พื้นน้ำด้วยความเร็ว 85 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้นทั้งหมด 7 สนามแข่งทั่วโลก ได้แก่ เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์, เมืองโพลิกนาโน อามาเร่ ประเทศอิตาลี, เกาะเซามีแกล ในหมู่เกาะอะโซร์ส ประเทศโปรตุเกส, เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน, เมืองมอสตา สหพันธ์บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และเมืองบิลเบา ประเทศสเปน พร้อมแนะนำ 2 นักกีฬาชื่อดังที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในแวดวงกีฬากระโดดน้ำบนหน้าผาที่จะเข้าร่วมเป็น Friends of the Brand กับแบรนด์ ‘มิโด’ (Mido) ได้แก่ โจนาธาน ปาเรเดส (Jonathan Paredes) จากประเทศเม็กซิโก และ อเลสซานโดร เดอ โรส (Alessandro De Rose) จากประเทศอิตาลี

สำหรับคนชอบ

โดยครั้งนี้ ‘มิโด’ (Mido) ได้แนะนำเรือนเวลาสำหรับคนชื่นชอบการดำน้ำที่ถือเป็นคอลเลคชั่นตัวท็อปของแบรนด์อย่าง ‘โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600’ (Ocean Star Diver 600) ถูกเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพันธมิตรแห่งความเป็นเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ โดยคอลเลคชั่น ‘โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600’ (Ocean Star Diver 600) ถือเป็นที่สุดของความเที่ยงตรงและความแม่นยำ นาฬิกาดำน้ำชั้นเยี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีความเที่ยงตรงระดับสูงและความทนทานในการใช้งาน โดยตัวนาฬิกาได้ผ่านการทดสอบและได้รับมาตรฐาน ISO 6425 ในการกันน้ำ และสามารถทนแรงดันน้ำได้ถึง 600 เมตร

มาพร้อมกับระบบวาล์วฮีเลียม (Helium Valve) ช่วยระบายก๊าซฮีเลียมเพื่อปรับแรงดันภายในหน้าปัด ด้านตัวเรือนนาฬิกาขนาดหน้าปัด 43.5 มิลลิเมตร ผลิตจากสแตนเลสสตีลขัดสลับลวดลายซาตินและขัดเงา พร้อมกับเคลือบ DLC สีดำสุดทันสมัย สำหรับขอบตัวเรือนนั้นมีการติดตั้งขอบเบเซิล (Bezel) หมุนทิศทางเดียวแบบเซรามิกที่มีตัวเลขชัดเจน พร้อมเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา เกรด เอกซ์ (Super-LumiNova Grade X) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรืองแสงที่ยอดเยี่ยมใช้ในการมองเห็นใต้น้ำได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านข้างของตัวเรือนในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา ถูกออกแบบให้มีร่องขนาดเล็ก 2 ตำแหน่งเพื่อระบายน้ำส่วนเกินที่ขังอยู่ในระบบควบคุมการหมุนของขอบตัวเรือนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากการกัดกร่อนของน้ำทะเล โดยเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีได้รับการขัดแต่งแบบซาตินและแบบไดมอนด์-คัทให้มีเส้นสายที่เฉียบคมและมีรูปทรงที่สามารถมองเห็นได้ง่ายเวลาอยู่ใต้น้ำที่มืดมิด พร้อมช่องวันที่ (Date) ในตำแหน่งที่ 3 นาฬิกาบนหน้าปัด เข้าคู่กับสายสแตนเลสสตีลสุดแข็งแรงหรือสายยางสีดำที่มีตัวรัดสายเป็นแบบเข็มยึดรูสายทำให้ทนทานต่อแรงดันน้ำได้ดี และตัวเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 80 ในการสำรองพลังงานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมความโดดเด่นของตัวใยลานที่ผลิตจากซิลิคอน ช่วยทำให้นาฬิกามีความเที่ยงตรงและความทนทานจากแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ปิดครอบฝาหลังที่มีการสลักลวดลายปลาดาว ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของนาฬิกาในคอลเลคชั่นโอเชี่ยน สตาร์ (Ocean Star)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา S! Men…

ตัวใหม่ !! Nixon เผยโฉม The Regulus SS เจเนอเรชั่น 2 ต่อจากรุ่นสายซิลิโคน

ตัวใหม่ !! Nixon เผยโฉม The Regulus SS เจเนอเรชั่น 2 ต่อจากรุ่นสายซิลิโคน

ตัวใหม่ !! เข้าไทยแล้ว The Regulus SS เจเนอเรชั่นที่ 2 ต่อจากรุ่นสายซิลิโคน ออกแบบใหม่ด้วยตัวเรือน และก็สายเป็น Stainless steel มาพร้อมความเข้มแข็งกว่าเดิมด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

หลังจากเปิดตัวที่ต่างประเทศและถูกพูดถึงในเรื่องของความสวยงาม บาคาร่า ของตัวเรือนและการออกแบบที่ลงตัวไม่แพ้รุ่นก่อนหน้า ล่าสุด The Regulus SS เข้าไทยแล้ว โดยจะวางขายในราคา 13,900 บาท สำหรับตัวเรือนและสายผลิตจากสแตนเลสสตีล มีให้เลือกสามสี ไดแก่ สีดำ สีทอง และสีเงิน ตัวเรือนสามารถกันน้ำได้ 100 เมตร

ตัวใหม่

นอกเหนือจากนั้นตัวเรือนยังมีส่วนผสมของอุปกรณ์ดูดซับแรงกระแทกทำให้นาฬิกาทนกว่าเดิม ด้านในใส่แบตเตอรี่ที่อยู่ได้ยาวๆถึง 5 ปี แถมรุ่นนี้ยังพิ่มความพิเศษด้วยโหมดเงียบรวมทั้งแสงไฟ แอลอีดี ที่ปรับได้ ระบบฟังค์ชั่น Dual Time

แฟนคลับนาฬิกา Nixon สามารถทดสอบผลิตภัณฑ์ได้ที่ Nixon Shop ทุกสาขา และเคาท์เตอร์นาฬิกา Nixon ในห้างสรรพสินค้าช้้นน้ำ หรือช็อปได้ในช่องทางออนไลน์

ขอขอบคุณแหล่งที่มา Kittikun M.…

จับมือกัน !! อาดิดาส จับมือ คานเย่ เวสต์ ปล่อย YEEZY BOOST 700 V2 INERTIA

จับมือกัน !! อาดิดาส จับมือ คานเย่ เวสต์ ปล่อย YEEZY BOOST 700 V2 INERTIA

จับมือกัน !! สายสตรีทและเหล่าสนีกเกอร์เฮด มีเฮ อาดิดาส และ คานเย่ เวส์ส่ง YEEZY BOOST 700 V2 INERTIA สนีกเกอร์สุดล้ำวางจำหน่ายพร้อมกัน 7 กันยายน 2562 นี้

สำหรับรุ่นนี้ตัว Upper ถูกออกแบบด้วยผ้าตาข่ายโทนสีฟ้าและหนังกลับระดับพรีเมียม บาคาร่า ดึงความโดดเด่นด้วยการดีไซน์แถบข้างแบบสะท้อนแสง มาพร้อม BOOST เทคโนโลยีสุดล้ำจากอาดิดาสในส่วนของ midsole เพื่อส่งมอบความสบาย และความมั่นคง ให้ทุกการก้าวเดินของคุณ

จับมือกัน

พบกับ YEEZY BOOST 700 V2 INERTIA ในราคา 12,000 บาท

ขอขอบคุณแหล่งที่มา Kittikun M.…

สำหรับสายวิ่ง !!! adidas Pulseboost HD พัฒนาเพื่อนักวิ่งสายซิตี้รันโดยเฉพาะ

สำหรับสายวิ่ง !!! adidas Pulseboost HD พัฒนาเพื่อนักวิ่งสายซิตี้รันโดยเฉพาะ

สำหรับสายวิ่ง !!! ต้องบอกว่าทุกวันนี้ “ซิตี้รัน” ได้รับความนิยมอย่างมากในหลายๆ ประเทศ และกำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทยเช่นกัน เพราะนอกจาก เรื่องสุขภาพ การวิ่งในลักษณะนี้ยังทำให้นักวิ่งได้พบเจอสิ่งใหม่ บรรยากาศแปลกตา สามารถแวะเก็บภาพชิลๆ ได้ โดยไม่จำเจอยู่แค่สวนสาธารณะที่เดิมๆ เท่านั้น

สำหรับสายวิ่ง

ทั้งนี้ รองเท้าวิ่ง ปัจจุบันยังถูกออกแบบตามลักษณะการใช้งาน อย่าง พัลส์บูสท์ เอชดี (Pulseboost HD) ที่ถูกคิดค้นมาให้เหมาะกับการวิ่งในเมืองโดยเฉพาะ บาคาร่า เพราะต้องยอมรับว่า หลายครั้งเราต้องวิ่งในพื้นหลากหลาย เข้าตรอกซอกซอย จึงต้องการรองเท้าที่มีความหนาแน่นสูงพร้อมให้ความกระชับ ด้านคอนเซ็ปต์การออกแบบ ทาง adidas เลือกปรับพื้นรองเท้าให้เท้าของผู้สวมใส่สัมผัสกับพื้นได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ใส่สามารถมีเคลื่อนไหว หลบหลีกหรือเปลี่ยนทิศทางขณะวิ่งได้อย่างง่ายดายขึ้น โดยใช้ 3 เทคโนโลยีใหม่ ดังนี้

– Boost HD เป็นบูสท์ที่มีความหนาแน่นสูง ถูกคิดค้นมาเพื่อการซัพพอร์ทที่มั่นคง ตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับน้ำหนักได้ดีกว่าเดิม มอบความสบายสูงสุดและคุณสมบัติการคืนพลังงานอย่างดีเยี่ยม

– Continental™ Adaptive Traxion พื้นยางคอนติเนนตัลที่ออกแบบโดย AI (Artificial Intelligence) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะในระดับสูงสุดและการเปลี่ยนทิศทางบนทุกพื้นผิว ไม่ว่าเปียกหรือแห้งก็ตาม

– Adaptive Knit ตัวรองเท้าแบบใหม่สามารถยืดขยายเพื่อรองรับรูปเท้าที่หลากหลาย โดยการใช้รูปแบบการถักทอที่ช่วยลดแรงกดจากการผูกเชือก ระบายอากาศได้ดีขึ้น ให้ความรู้สึกกระชับพอดีและเสริมความมั่นคงในขณะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน

ขณะที่ สเตฟาน ชไนเดอร์ ผู้จัดการอาวุโสด้านผลิตภัณฑ์ของอาดิดาส รันนิ่ง กล่าวว่า “การวิ่งในเมืองจะมีความแตกต่างการวิ่งทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งการจราจรของยานพาหนะ แสงสีอันสวยงาม และผู้คนที่สัญจรไปมา ที่จะมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่ได้จากความท้าทายของการวิ่งซิตี้รันให้กับนักวิ่งทุกคน ดังนั้น เราจึงต้องการที่จะมอบอะไรบางอย่างให้กับนักวิ่งซิตี้รันเหล่านี้”

สำหรับสายวิ่ง

“สำหรับขั้นตอนการสร้างรองเท้าวิ่งพัลส์บูสท์ เอชดี นั้นเราได้เริ่มจากการแบ่งแยกและวิเคราะห์ทุกองค์ประกอบของการวิ่งซิตี้รัน รวมถึงตำแหน่งการวางเท้า ยกตัวอย่างเช่น นักวิ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ส่วนปลายเท้าลงมากกว่าส่วนกลางเท้า จากนั้นเราจึงทำการคำนวณรูปแบบโครงสร้าง โดยนำข้อมูลที่ได้จากคำบอกเล่าของเหล่านักวิ่งซิตี้รัน จึงสามารถเรียกได้ว่านี่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จากอาดิดาส แต่เป็นรองเท้าวิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากเทรนด์การวิ่งซิตี้รัน”

นอกเหนือจากนี้แล้ว รองเท้าวิ่งพัลส์บูสท์ เอชดี ยังมีการใส่ตัวเลขพิกัดของเมืองหลวงทั้ง 3 เมือง ได้แก่ นิวยอร์ก, ปารีส และเบอร์ลิน ซึ่งถือเป็นบ้านเกิดของบรรดานักวิ่งซิตี้รันที่มีส่วนช่วยในการออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ รวมถึงการใส่คิวอาร์ โค้ด (QR Code) ที่ลิ้นรองเท้า ซึ่ง อาดิดาส ได้จับมือกับ สปอติฟาย (Spotify) ในการเพลย์ลิสท์พิเศษให้กับนักวิ่งที่เป็นเจ้าของรองเท้าคู่นี้ โดยเพลย์ลิสท์จะมีการปรับเปลี่ยนตามสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้อีกด้วย

รองเท้าวิ่งพัลส์บูสท์ เอชดี จะวางจำหน่ายในราคา 5,000 บาท ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ และร้านขายอุปกรณ์กีฬาชั้นนำ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป

ขอขอบคุณแหล่งที่มา Kittikun M.…

รองเท้าคอลเลคชั่นลิมิเต็ด ASICS x Vivienne Westwood ครั้งที่ 2 ของปี 2019

รองเท้าคอลเลคชั่นลิมิเต็ด ASICS x Vivienne Westwood ครั้งที่ 2 ของปี 2019

รองเท้าคอลเลคชั่นลิมิเต็ด ASICS (เอสิคซ์) จับมือ Vivienne Westwood (วิเวียน เวสต์วูด) ถ่ายทอดประวัติศาตร์ด้านการออกแบบอันยาวนานที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ ทั้งในด้านคุณภาพ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมจนการมาเป็นคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้

โดย 2 คู่แรกที่ปล่อยออกมาเมื่อต้นปีได้รับแรงบันดาลใจผลงาน สไตล์พังค์ ในปีแรกๆ ของวิเวียน เวสต์วูด อย่างลาย Squiggle อันเป็นเอกลักษณ์ บาคาร่า สำหรับการเปิดตัวในครั้งที่ 2 นี้มาพร้อมกันทั้งหมด 3 คู่ภายใต้ไลน์ ASICSTIGER ที่จะเผยให้เห็นถึงผลงานคอลเลคชั่นของ วิเวียน เวสต์วูด ในช่วงเวลาต่อมาที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะและแฟชั่นโดยเฉพาะภาพวาดจากศิลปินฝรั่งเศสสมัยศตวรรษที่ 18 จากศิลปินชื่อดังอย่าง François Boucher ใน คอลเลคชั่น Autumn / Winter 1990 ของ Westwood

ASICSTIGER X VIVIENNE WESTWOOD HyperGEL-LYTE™ ราคา 6,200 บาท

คอลเลคชั่นลิมิเต็ด

HyperGEL-LYTE™ ได้รับการออกแบบจากผลงานภาพวาดจิตรกรรมสุดโรแมนติกในศตวรรษที่ 18 อย่าง Daphnis & Chloe ของ François Boucher ถูกนำมาพิมพ์ลงบนตัวรองเท้าซึ่งภาพนี้อยู่ในแกลเลอรี่ศิลปะชื่อดังในกรุงลอนดอนอย่าง The Wallace Collection หนึ่งในแกลลอรี่ที่วิเวียนชอบมากที่สุด สีน้ำมันของภาพวาดในสมัยศตวรรษที่ 18 ถูกนำมาถ่ายทอดอย่างมีชีวิตชีวาได้อย่างสวยงามที่ตัดกันสีส้มของรูร้อยเชือกรองเท้าและลายอันเป็นลักษณ์ของ ASICSTIGER ได้อย่างลงตัวก่อนปิดท้ายด้วยลายรูปดาวเสาร์หลากสีสันไอคอนสำคัญของ Vivienne Westwood ที่บริเวณด้านหลังของรองเท้าทำให้รองเท้ารุ่นนี้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับวัสดุที่ช่วยดูดซับแรงกระแทก “GEL” ในฟองน้ำ PU ที่มีความยืดหยุ่นสูงบนวัสดุสองชนิดที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกันที่จะทำให้ผู้สวมใส่สัมผัสความสบายที่แท้จริง

ASICSTIGER X VIVIENNE WESTWOOD GELSAGA™ ราคา 5,500 บาท

คอลเลคชั่นลิมิเต็ด

สำหรับ GELSAGA ™ ได้รับการออกแบบในแนวตรงกันข้ามกับรุ่น HyperGEL-LYTE ™ โดยมาในหนังสีขาวสะอาดตาพร้อมกับลายพิมพ์ของรูป Daphnis & Chloe Boucher และโลโก้ของการคอลราบอเรชั่นครั้งนี้บนพื้นรองเท้าด้านใน

ASICSTIGER X VIVIENNE WESTWOOD GEL-DS TRAINER OG™ ราคา 5,700 บาท

คอลเลคชั่นลิมิเต็ด

รองเท้า GEL-DS TRAINER ™ OM มาในสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของโลโก้ Vivienne Westwood ตัวรองเท้าทำมาจากหนังกลับสีดำพร้อมด้วยผ้าตาข่ายสีเทาแถบสัญลักษณ์ของasics แบบสะท้อนแสงนอกจากนั้นยังเพิ่มความโดดเด่นด้วยลายพิมพ์ของรูป Daphnis & Chloe และโลโก้ของการคอลราบอเรชั่นครั้งนี้บนพื้นรองเท้าด้านใน

รองเท้าทั้ง 3 คู่ในคอลเลคชั่นนี้มาพร้อมกับโลโกดาวเสาร์หลากสีของ Vivienne Westwood พร้อมด้วยแถบสะท้อนแสงบริเวณด้านหลังของรองเท้าและแถบ Westwood CHAOS ด้านข้างของรองเท้า

ASICS X VIVIENNE WESTWOOD ทั้ง 3 คู่วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ ASICS สาขา ICONSIAM, CARNIVAL, SEEK Central Embassy และ 24 Kilates รวมถึงทางออนไลน์

ขอขอบคุณแหล่งที่มา Kittikun M.…

แฟชั่นไอคอนผู้หญิงวัย 60

แฟชั่นไอคอนผู้หญิงวัย 60

แฟชั่นไอคอนผู้หญิงวัย 60

แฟชั่นผู้หญิงวัย 60 อัป สำหรับใครที่อยากแต่งตัวให้แซ่บและดูดี ลองส่อง ไอเดียการมิกซ์  แอนด์ แมตช์ เสื้อผ้าเก๋ ๆ จากแฟชั่นไอคอนรุ่นใหญ่เหล่านี้ดูได้ บาคาร่า  รับรองว่าจะสวยเป๊ะไม่แพ้ตอนสาว ๆ แน่นอน

Michelle Pfeiffer / นักแสดง อายุ 61 ปี

หากจัดอันดับผู้หญิงที่มีใบหน้าสวยและหุ่นที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกครั้งใด เชื่อว่าเธอคนนี้จะต้องติดอยู่ในโผนั้นเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน นอกจากความสวยแล้ว สไตล์การแต่งตัวของเธอก็โดดเด่นด้วย Michelle Pfeiffer ยังรู้จักแต่งตัวให้เข้ากับวัยและบุคลิก โดยไม่ทิ้งเทรนด์ใหม่ ๆ ที่เข้ามาเลย แถมยังแต่งหน้าได้สวยหวานทุกครั้งที่ออกงาน เรียกว่าเป็นสาวสวย 2,000 ปีตัวจริง

แฟชั่นไอคอนผู้หญิงวัย

แฟชั่นไอคอนผู้หญิงวัย

ขอขอบคุณแหล่งที่มา women.kapook.com

 …